โยงใยที่ซ่อนเร้น (The Hidden Connections)
ฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เขียน วิศิษฐ์ วังวิญญู ณัฐฬส วังวิญญู และ สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล
พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ขนาด ๑๖ หน้ายกพิเศษ ๔๒๔ หน้า
ราคาพิเศษ : ๒๗๒ บาท
ราคาปกติ : ๓๒๐ บาท
สารบัญ
คำนำ โดย นพ. ประเวศ วะสี
จากสำนักพิมพ์
กิตติกรรมประกาศ
เกริ่นนำ
[ ภาคหนึ่ง ]ว่าด้วย ชีวิต จิตใจ ( สมอง )และ สังคม
๑.ธรรมชาติของชีวิต
๒.จิตและสำนึกรู้
๓.ความเป็นจริงทางสังคม
[ภาคสอง ] ความท้าทายที่รออยู่ใน ศตวรรษที่ 21
๔.ชีวิตกับความเป็นผู้นำในองค์กร
๕.เครือข่ายทุนนิยมโลกาภิวัตน์
๖.เมื่อเทคโนโลยีชีวภาพมาถึงจุดเปลี่ยน
๗.เปลี่ยนเกม
บทส่งท้าย : ความสมเหตุสมผล
เชิงอรรถ
บรรณานุกรม
แนะนำผู้เขียน
เกริ่นนำ จาก ฟริทจ๊อฟ คาปร้า
ในหนังสือเล่มนี้ผมได้นำเสนอที่จะขยายความเข้าใจใหม่ในชีวิตที่โผล่ปรากฏจากทฤษฎีความซับซ้อนเข้าไปในมณฑลทางสังคม เพื่อจะทำเช่นนั้น ผมได้เสนอโครงความคิดที่ได้ผสาน ชีววิทยาแห่งชีวิต การรับรู้-เรียนรู้ของชีวิต และมิติทางสังคมเข้าด้วยกัน เป้าหมายของผมไม่ได้ต้องการนำเสนอทฤษฎีหนึ่งเดียวที่ครอบคลุมชีวิต จิต สังคม แต่หากต้องการพัฒนาวิธีเข้าถึงอันเป็นระบบและมีความสอดคล้องในกันและกันที่เอาไปมองดูประเด็นบางประเด็นที่เป็นวิกฤตของยุคสมัย
หนังสือแบ่งออกเป็นสองส่วน ในส่วนที่หนึ่ง ผมได้นำเสนอโครงทฤษฎีในสามบท ซึ่งจะว่าด้วยธรรมชาติของชีวิต ธรรมชาติของจิต และธรรมชาติของความเป็นจริงทางสังคมตามลำดับ ผู้อ่านที่สนใจการประยุกต์ทางปฏิบัติของกรอบโครงนี้มากกว่า ควรจะพลิกไปภาคที่สอง(บทที่ ๔-๗) ได้เลย บทต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้อ่านแยกกันได้ แต่มันก็เชื่อมโยงไปถึงภาคทฤษฎีที่สอดประสานกันอยู่ด้วย หากใครต้องการลงลึก ถ้าได้อ่านก็จะเป็นประโยชน์
ในบทที่ ๔ ผมได้ประยุกต์ทฤษฎีทางสังคมที่พัฒนาจากบทที่พัฒนามาก่อนหน้า สำหรับการบริหารจัดการองค์กรมนุษย์ มุ่งประเด็นเฉพาะไปที่ว่าองค์กรมนุษย์จะสามารถมองว่าเป็นระบบชีวิตได้แค่ไหนเพียงไร
ในบทที่ ๕ ผมได้เคลื่อนจุดเน้นไปยังเรื่องราวระดับโลกเพื่อจะไปดูเรื่องราวที่เร่งด่วนและโต้แย้งกันมากที่สุดในยุคสมัยของเรา นั่นคือความท้าทายและอันตรายจากโลกาภิวัตน์ภายใต้กฎระเบียบขององค์กรการค้าโลก(WTO) และสถาบันทุนนิยมระดับโลกอื่น ๆ
บทที่ ๖ ได้ให้เนื้อที่กับการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบในปัญหาของเทคโนโลยีชีวภาพ (พันธุวิศวกรรม โคลนนิ่ง อาหารที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม และอื่นๆ) ด้วยการเน้นเป็นพิเศษในเรื่องแนวคิดการปฏิวัติทางพันธุกรรมที่ถูกจุดชนวนขึ้นโดยการค้นพบโครงการจีโนมของมนุษย์
ในบทที่ ๗ ผมได้อภิปรายในประเด็นสภาวะของโลกในจดเริ่มต้นแห่งศตวรรษนี้ หลังจากที่ได้ทบทวนปัญหาทางสังคมและปัญหาทางสิ่งแวดล้อมใหญ่ ๆ และความเชื่อมโยงของพวกมันกับระบบเศรษฐกิจ ผมได้บรรยายให้เห็นการเติบโตในระดับโลกของ "พันธมิตรซีแอตเติล" ขององค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs) และแผนการของพวกเขาที่จะแปลงร่างโลกาภิวัตน์ใหม่ตามระบบค่านิยมอันแตกต่างออกไป ในส่วนท้ายของบทก็ได้สำรวจตรวจทานวิถีปฏิบัติทางการออกแบบเชิงนิเวศ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และอภิปรายถึงผลกระทบของมันที่จะมีต่อการเคลื่อนย้ายไปสู่อนาคตอันยั่งยืน
นิเวศวิทยาแนวลึกก็ได้พัฒนาไปไกลยิ่งขึ้นด้วย และเพิ่มความละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นในทศวรรษที่ ๑๙๘๐ และได้มีบทความและหนังสือที่เกี่ยวกับสาขาวิทยานี้ออกมากันมาก ดังเช่นประเด็นนิเวศอิตถีเพศ จิตวิทยานิเวศ จริยศาสตร์นิเวศ สังคมนิเวศ และนิเวศไปพ้นบุคคล เป็นต้น ผมเองก็ได้นำเสนอปริทัศน์ในเรื่องนิเวศแนวลึกอย่างเป็นปัจจุบันในเวลานั้น ที่เชื่อมโยงอยู่กับสำนักปรัชญาต่างๆ เหล่านี้ ไว้ในบทแรกของ The Web of Life
ความเข้าใจในเรื่องของชีวิตในวิถีใหม่ทางวิทยาศาสตร์ วางอยู่บนพื้นฐานความคิดพลวัตที่ไม่เป็นเส้นตรง นับเป็นการแตกแขนงของแนวคิดครั้งสำคัญ เป็นครั้งแรกที่เราได้มีภาษาที่จะใช้บรรยายและวิเคราะห์ระบบที่ซับซ้อน แนวคิดเช่น ตัวดึงดูด รูปภาพของสถานภาพ ผังแสดงทางแยกหรือทางแพร่ง(bifurcation diagram) และเรื่องของเสี้ยวส่วน ในวันนี้ ความคิดเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถตั้งคำถามใหม่ๆ และช่วยให้เกิดความรู้แจ้งสำคัญๆ ขึ้นในหลายๆ สาขา
การขยายการเข้าถึงแบบทฤษฎีระบบของผม เพื่อเข้าไปในมณฑลทางสังคม ที่รวมถึงโลกทางวัตถุด้วยอย่างเด่นชัด อันนี้นับเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา เพราะว่าตามประเพณีแล้ว นักสังคมศาสตร์ ไม่เคยสนใจโลกทางวัตถุอะไรมากมายเลย วินัยทางวิชาการได้สร้างขึ้นอย่างที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติจะเล่นเรื่องโครงสร้างทางวัตถุ และสังคมศาสตร์จะเล่นเรื่องโครงสร้างทางสังคม ซึ่งมักจะเข้าใจกันว่านี่คือกฎเกณฑ์แห่งพฤติกรรม ในอนาคต การแบ่งอย่างเข้มงวดเช่นนี้คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป นั่นก็เพราะว่า สิ่งที่ท้าทายอันสำคัญของศตวรรษนี้ สำหรับทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักสังคมศาสตร์และทุกๆ คนก็คือ การสร้างชุมชนต่างๆ ที่ยั่งยืนทางระบบนิเวศ ออกแบบในหนทางที่เทคโนโลยีและสถาบันทางสังคม โครงสร้างทางวัตถุและโครงสร้างทางสังคม จะไม่แทรกแซงความสามารถในตัวของธรรมชาติเองที่จะค้ำจุนชีวิต
หลักการต่างๆ ของการออกแบบสถาบันสังคมในอนาคตของเราจะต้องสอดคล้องกับหลักการต่างๆ อันเกี่ยวแก่การจัดองค์กร ที่ธรรมชาติได้วิวัฒนาขึ้นมาเพื่อค้ำจุนข่ายใยชีวิต อันเป็นกรอบโครงทางแนวคิดที่มีเอกภาพ เพื่อความเข้าใจโครงสร้างทางวัตถุและโครงสร้างทางสังคม จะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อภารกิจนี้ เป้าประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ก็คือการให้ภาพร่างแก่โครงแนวคิดดังกล่าว
เบิร์กลีย์
พฤษภาคม ๒๐๐๑
ฟริตจ๊อฟ
คำนำ โดย น.พ. ประเวศ วะสี
หนังสือเล่มนี้แปลจาก The Hidden Connections ซึ่งเขียนโดยฟริตจ๊อฟ คาปร้า ผู้แปลประกอบด้วย วิศิษฐ์ - ณัฐพัส วังวิญญู และสว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ ทั้งผู้เขียนและผู้แปล เป็นหลักประกันคุณภาพของหนังสือเล่มนี้ ฟริตจ๊อผ คาปร้า มีชื่อเสียงตั้งแต่หนังสือชื่อ "เต๋าแห่งฟิสิกส์" และ "จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ" ของเขาโน่นแล้ว และต้องถือเป็นนักวิทยาศาตร์แนวใหม่ ที่นำเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปเชื่อมโยงกับปัญญา เพื่อเข้าถึงธรรมชาติแห่งความเป็นทั้งหมดของสรรพสิ่งซึ่งขึ้นถึงจิตวิญญาณด้วย ส่วนวิศิษฐ์ วังวิญญู ก็เล่นทางนี้มานานจนถือเป็นคุรุในเรื่องนี้เช่นเดีนวกัน โดยเฉพาะได้นำเอา Dialogue ของเดวิด โบห์ม มาพัฒนากับเพื่อนพ้อง และเรียกในพากย์ไทยว่า "สุนทรียสนทนา" และนำไปใช้อย่างได้ผลดียิ่ง ถ้าใครยังเข้าถึง "โยงใยที่ซ่อนเร้น" ไม่ได้ สุนทรียสนทนาจะพาท่านเข้าไปสัมผัสสิ่งที่โยงใยกันอยู่อย่างลึก
เนื่องจากเรื่องนี้ได้นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้มาก บางตอนลงในรายละเอียด ผู้ไม่มีพื้นทางวิทยาศาตร์อาจพบว่าติดตามได้ยาก แต่ผมขอกล่าวว่า "ผู้ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์(อย่างที่เข้าใจกันทั่วไปในปัจจุบัน)ก็เข้าถึงความจริงทางธรรมชาติได้"
หนังสือเล่มหนี้ว่าด้วยความจริงตามธรรมชาติ โดยนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายอย่างละเอียด
ข้อสำคัญ อย่าหลงทางในรายละเอียดโดยไม่เห็น "ความเป็นทั้งหมด" ในทำนองเห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่า ความเป็นทั้งหมดของเรื่องนี้ก็คือ ธรรมชาตินั้นเชื่อมโยงกันทั้งหมดทั้งสิ้น ทั้งสิ่งไม่มีชีวิต สรรพชีวิตน้อยใหญ่ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความโยงใยเป็นไปตามธรรมชาติ ระบบทั้งหมดก็มีความเป็นปกติ คือมีดุลยภาพอย่างเป็นพลวัต "ธรรมชาตินั้นฉลาดที่สุด" เพราะธรรมชาติไม่มีกิเลส ธรรมชาติจึงมีเหตุมีผลหรือสมเหตุสมผลที่สุด สรรพสิ่งที่ดยงใยและดำเนินไปตามธรรมชาติจึงสมเหตุสมผลที่สุด มีดุลยภาพและมีความยั่งยืน มนุษย์ซึ่งควรฉลาดมาก เพราะมีสมองซึ่งเป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล แต่เพราะมีกิเลสจึงถูกครอบงำด้วยอวิชชา ไม่เข้าใจธรรมชาติที่เป็นจริง เข้าไปทำการต่างๆ โดยถือดีมัวเมาและมอมเมากันด้วยลัทธิวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม เข้าตัดขาดโยงใยของชีวิต และสรรพสิ่ง จนธรรมชาติเสียสมดุล และวิกฤตทั่วไป เนื่องจากสิ่งแวดล้อม ชีวิต จิตใจ สังคม เป็นเรื่องที่โยงใยกัน เมื่อสิ่งแวดล้อมวิกฤต ชีวิต จิตใจ สังคม ก็วิกฤตด้วยวิกฤตการณ์ของมนุษยชาติในปัจจันเป็นวิกฤตการณ์ทางทิฐิ
หากทำให้มากขึ้นไปอย่างเดิมๆ ด้วยความเข้าใจ และวิถีคิดเก่า ซึ่งเป็นการเห็นแบบแยกส่วน คิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน ย่อมแก้วิกฤตไม่ได้ แต่จะวิกฤตมากขึ้นมนุษย์ต้องการการเห็นใหม่ และวิถีคิดใหม ่
นั่นแหล่ะเป็นวัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ นั่นคือให้ความเป็นทั้งหมดของธรรมชาติที่โยงใย และมีวิถีคิดถึงทั้งหมด ไม่ใช่คิดแบบตัดตอนแยกออกเป็นส่วนๆ
การอ่านหนังสือเล่มนี้ ถ้าอ่านเพียงเพื่อประดับความรู้จะขาดประโยชน์อย่างสำคัญ ควรจะใช้ประโยชน์โดยโยงใยจิตใจของเราไปสู่ธรรมชาติที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดทั้งสิ้นใหญ่โตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเราฝึกให้รู้ตัวและสัมผัสธรรมชาติที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดทั้งสิ้นใหญ่โตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไว้เสมอๆ จิตของเราจะออกจากความคับแคบในตัวเองเป็นเป็นจิตเล็ก ไปสู่ความเป็นจิตใหญ่เพราะเชื่อมกับธรรมชาติที่ใหญ่ เราจะพบกับความเป็นอิสระ ความสุข ความมีมิตรภาพอันไพศาลกับมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมด อาจถือว่าเป็นการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ก็ได้
มนุษยชาติต้องมีการปฏิวัติจิตสำนึกจึงจะอยู่รอดได้
หนังสือเล่มนี้เขียนและแปลขึ้นเพื่อปฏิวัติจิตสำนึก
ขอให้ท่านผู้อ่านอ่านอย่างช้าๆ ลึกๆ ก็จะรับรู้โยงใยที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ ทำให้เข้าถึงความจริง เกิดปัญญา เกิดความสุข เกิดควมกรุณา อันจักเป็นไปเพื่อความสุขทั้งของปัจเจก และสันติสุขรวม
จึงขออนุโมทนาขอบคุณท่านผู้นิพนธ์ และผู้แปลในกุศลเจตนาอันยิ่งใหญ่ของท่านที่มีต่อมวลมนุษยชาติ
ประเวศ วะสี
๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘
|