ดัชนีโลกมีสุขเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาประเมินวัดว่า ประสิทธิภาพเชิงนิเวศวิทยาของประชากรแต่ละประเทศ ในการบรรลุเป้าหมายเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขนั้นแตกต่างกันอย่างไร อะไรเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญ ทั้งยังชี้ให้เห็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวของประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมความเป็นอยู่ดี (well-being) ของประชากร ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความจำกัดของทรัพยากรที่เราต้องพึ่งพาอาศัย
ดัชนีโลก (ไม่) มีสุข เป็นรายงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับดัชนีความเป็นอยู่ที่ดีของพลเมืองในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดำเนินการวิจัยโดยกลุ่ม
มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ หรือ เนฟ (the new economics foundation - nef) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทางด้านความคิดและการลงมือปฏิบัติ มีเป้าหมายเพื่อที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชากรโลกให้ดีขึ้น โดยส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งท้าทายแนวคิดกระแสหลักว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม
รายงานฉบับนี้ นำเสนอมุมมองและผลการวิจัยที่แตกต่างไปจากรูปแบบการศึกษาตัวชี้วัดในเรื่องรายได้ประชาชาติ ซึ่งประเมินจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่คุ้นเคยกันทั่วไป โดยเนฟได้คิดค้นดัชนีโลกมีสุข (The Happy Planet Index HPI) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาประเมินวัดว่า ประสิทธิภาพเชิงนิเวศวิทยาของประชากรแต่ละประเทศ ในการบรรลุเป้าหมายเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขนั้นแตกต่างกันอย่างไร อะไรเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญ ทั้งยังชี้ให้เห็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวของประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมความเป็นอยู่ดี (well-being) ของประชากร ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความจำกัดของทรัพยากรที่เราต้องพึ่งพาอาศัย ผลการศึกษาดังกล่าวจึงปลดเปลือยความคิดของเรา ให้ย้อนกลับไปยังหลักการทางเศรษฐกิจขั้นเบื้องต้นที่สุด อันได้แก่ สิ่งที่เราใช้ไป (ทรัพยากรธรรมชาติ) กับผลลัพธ์ที่ได้มา (อายุขัยเฉลี่ยและความสุขของมนุษย์)
เนื่องจากเอชพีไอยึดหลักการต่างจากดัชนีอื่นๆ ที่ตั้งต้นด้วยรายได้รวมของประเทศในรูปของจีดีพี แล้วตัดทอนต้นทุนทางสังคมกับสิ่งแวดล้อมทิ้งไป เพื่อจะให้ได้มาตรวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่แม่นยำยิ่งขึ้น ดังนั้นเราอาจประหลาดใจกับข้อมูลในรายงานฉบับนี้ ซึ่งมีการจัดอันดับประเทศไม่ตรงกับที่เรารับรู้กันอยู่ทั่วไป นั่นเป็นเพราะ ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่มักหลงทางไปกับตัวแบบทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นจากการคำนวณเชิงคณิตศาสตร์นามธรรม ซึ่งแทบไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนเลย ดังนั้นการที่เรากลับไปสู่หลักการเบื้องต้น แล้วประเมินความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้าพื้นฐาน กับเป้าหมายปลายทางของสังคม จึงเป็นความพยายามที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดราคาแพงที่ได้เคยมองข้ามไปนั่นเอง
สิ่งท้าทายของรายงานฉบับนี้ก็คือ เราได้เรียนรู้อะไรจากดัชนีเอชพีไอ และจะนำไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ ดัชนีเอชพีไอนั้นสร้างขึ้นมาจากตัวชี้วัด ๓ อย่าง ตัวชี้วัดสองอย่างแรกมีลักษณะเชิงภววิสัย คือ อายุขัยเฉลี่ยของประชากร (life expectancy) และรอยเท้าทางนิเวศ (ecological footprint) ซึ่งวัดจากการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ส่วนตัวชี้วัดที่สาม คือ ความเป็นอยู่ดีและความพึงพอใจในชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องเชิงอัตวิสัย แต่ละคนย่อมมีความเห็นไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ดัชนีที่ดีทั้งหลายย่อมต้องอาศัยข้อมูลที่ป้อนเข้าไปให้เป็นพื้นฐาน แต่ก็ไม่มีข้อมูลชุดไหนที่สมบูรณ์พร้อม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มาจากรัฐบาล ธนาคารกลาง หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ดัชนีเอชพีไอนั้นใช้ข้อมูลสถิติของทางการชุดที่ดีที่สุดเท่าที่จะหามาได้ และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พวกผู้กำหนดนโยบายใช้เช่นกัน
ใน ดัชนีโลก (ไม่) มีสุข เราจะพบว่าไม่มีแม้เพียงสักประเทศเดียวที่ทุกอย่างลงตัวหมด บางประเทศอาจมีประสิทธิภาพในเรื่องการสร้างความสุขและชีวิตที่ยืนยาวให้กับประชากรของตน แต่ทุกประเทศต่างมีปัญหาเฉพาะ และไม่มีประเทศใดที่สามารถทำได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น (ในส่วนนี้ อาจถือว่าเป็น ดัชนีโลกไม่มีสุข) อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เราอาจจะได้เห็นแบบแผนใหม่ๆ ผุดขึ้นมา เพื่อชี้ทางให้มวลมนุษย์บรรลุถึงการมีชีวิตยืนยาวและมีความสุขได้ โดยดำเนินชีวิตภายใต้จุดมุ่งหมายเชิงสิ่งแวดล้อมพร้อมกันไปด้วย