หนังสือเล่มนี้อยู่ในกลุ่มลดราคาพิเศษ ราคาที่แสดงหน้าเว็บไซต์เป็นราคาที่รวมค่าจัดส่งแล้ว (ค่าจัดส่งเล่มละ ๑๐ บาท).....................
"คุณจะทำอย่างไรกับความวิกลจริตระดับนี้? คุณจะทำอย่างไรถ้าคุณติดอยู่ในโรงพยาบาลบ้าและหมอทุกคนก็พากันเสียสติไปกันหมด?..."อาวุธร้ายชั้นดีของรอยที่ทำให้เธอแตกต่างจากนักทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทั่วไป คือ ภาษา แต่การที่ ภาษา ของเธอมีคน ฟัง อย่างล้นหลามทั่วโลกบนเวทีนานาชาติก็ย่อมสืบเนื่องมาจากความโด่งดังของนวนิยายเล่มแรกและเล่มเดียวของรอย The God of Small Things ที่ได้รับรางวัล Booker Prize อันเป็นรางวัลสำคัญของวงวรรณกรรมอังกฤษเมื่อปี ๑๙๙๗ และต่อมาได้รับการแปลไปกว่า ๓๐ ภาษา ภายในชั่วข้ามคืน อรุณธตี รอยก็ระเบิดตัวเจิดจรัสกลายเป็นดาวประกายพฤกษ์จากชมพูทวีปที่วงวรรณกรรมโลกจับตามอง รอยกลายเป็นดาราคนดังทั้งในต่างประเทศและในอินเดียเอง แม้ว่านั่นจะหมายถึงทั้งเสียงชื่นชมสดุดีและเสียงติฉินนินทา หรือกระทั่งเสียงสาปแช่ง ที่ห่อหุ้มตัวเธออยู่ก็ตาม
แต่ในเวลาไม่ช้าก็เป็นที่ประจักษ์ว่า นักเขียนผู้มีทักษะและจินตนาการทางภาษาอันน่าทึ่งอย่างรอย...ไม่ได้เห็นว่า Fiction เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เหลือของเธอ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เธอรักมากก็ตาม ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอินเดียที่หมักหมมและปะทุขึ้นรอบๆ ตัวต่างหาก ที่รอยกระโจนเข้าไปปะทะและเปิดโปงด้วย ปาก และ ปากกา อย่างไม่ลังเลและไม่เสียดายเครดิตทางวรรณกรรมที่หลายๆ คนเสียดายแทน
การนำภาพชีวิตผู้คนจากประสบการณ์ส่วนตัวมาสลักเสลาและพ่นลมหายใจลงไปให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ในเรื่องแต่งเป็นปฏิบัติการปกติของนักเขียนส่วนใหญ่ทั่วโลก ข้าพเจ้าคิดว่ารอยก็คงไม่ได้ทำอะไรต่างไปจากนี้ ที่เธอทำต่างไปจากคนอื่นก็คือ เธอไม่ได้เห็นว่า คาแรกเตอร์ ในเรื่องแต่งมีคุณค่ากับเธอเหนือกว่า ชีวิตจริง ของผู้คนที่กำลังถูกกระทำย่ำยีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
เนื้อหาและวรรณศิลป์ของรอยปลุกเร้าและกระตุกสติสำนึกทางศีลธรรม(conscience) ให้เราเปิดหูเปิดตาเผชิญกับโฉมหน้าที่ฉ้อฉล เสื่อมทราม ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลงของ สิ่งใหญ่ๆ ที่กำลังย่ำยีบีฑา สิ่งเล็กๆ อย่างผู้คน และ สิ่งที่ใหญ่กว่า อย่างธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แน่ล่ะว่า รอยไม่ใช่ผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐ ทุนนิยม ตลาดเสรี และโลกาภิวัตน์ของบรรษัทข้ามชาติอย่างถึงพริกถึงขิงอยู่คนเดียวในโลก เพราะมีคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องในอาณาบริเวณเดียวกันนี้อยู่มากมายที่เสนอทฤษฎี กรอบการวิเคราะห์ วิธีการถอดรื้อ และข้อวิพากษ์ได้สลับซับซ้อนกว่ารอยมากด้วยซ้ำ แต่ในขณะที่คอลัมนิสต์หรือปัญญาชนนักวิชาการเขียนให้เราได้แต่ คิด หัวแตกเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เหล่านี้ รอยกลับสามารถเขียนให้เรา คนธรรมดาๆ รู้สึก กับโศกนาฏกรรมและความโฉดเขลาได้อย่างเข้มข้นและจับใจ นั่นทำให้งานเขียนของรอยบันดาลความสำราญแห่งการอ่านทั้งเอาเรื่องและเอารสได้อย่างเพลิดเพลิน และกระแทกกระทั้นการทำงานของต่อมแห่งผัสสะยิ่งนัก
คำถามพื้นฐานที่รอยถามรัฐบาลอินเดียและบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเป็นคำถามเดียวกันกับที่ต้องถามรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญไทยด้วย
ประชาชนเคยได้รับการให้ข้อมูล(ไม่ต้องพูดถึงการปรึกษาหารือ) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่างๆที่จะมีผลกระทบอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตของพวกเขาบ้างไหม?...ตั้งแต่ตอนไหนหรือที่บัณฑิตเลิกเป็นบัณฑิตและกลายเป็นปรสิตที่หากินจากความสิ้นหวังและยากไร้ขาดแคลน?(เราควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญดีไหม)
สิ่งที่เป็น อินเดียขนานแท้ หรือมีความเป็นอินเดียแท้ๆ นั้นไม่มีหรอก แล้วก็ไม่มี คณะกรรมการเทวดา ที่ไหนที่จะมามีสิทธิอนุมัติเห็นชอบว่าอินเดียคืออะไร หรือควรจะเป็นอย่างไร อย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียวได้ ไม่มีศาสนาหนึ่งใด หรือภาษาหนึ่งใด หรือวรรณะหนึ่งใด หรือแคว้นหนึ่งใด หรือบุคคลหนึ่งใด หรือเรื่องราวหนึ่งใด หรือหนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด ที่จะอ้างได้ว่าเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของอินเดีย เท่าที่จะมี (และมีได้เท่านั้น) ก็คือ อินเดียในมุมมองต่างๆ ที่จะมองอินเดียด้วยสายตาหลายๆ แบบ(อวสานแห่งจินตนาการ)
บางตอนจากคำนำ โดย มุกหอม วงษ์เทศ
..........................................................................................
กรีดสำนึกเป็นหมึกขบถ
แต่บางครั้งนักเขียนก็ต้องทุบกระจกให้แตกกระจาย เพราะอีกด้านหนึ่งของกระจกนั้น ความจริงกำลังจ้องตาเรา
ปาฐกถารับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี ค.ศ. ๒๐๐๕ ของ ฮาโรล พินเทอร์
ภัควดี วีระภาสพงษ์: แปล
วรรณกรรม ดำรงความหมายอยู่กึ่งกลางระหว่างเหตุผลกับจินตนาการ ศิลปะแห่งการประพันธ์มักเชื่อมผสานเอาสัจธรรมและมายาการผ่านกลวิธีนำเสนอสารพัน ก่อกำเนิดสภาวะทรงเสน่ห์พอจะฉุดดึงผู้อ่านให้ปลดปล่อยอารมณ์ไหลเลื่อนสู่ห้วงขณะดื่มด่ำซึมซาบไปกับเรื่องราวหลากหลาย กระทั่งเคลิ้มเคลื่อนหล่นร่วงหลุดจากปัจจุบันอันปั่นป่วนปรวนแปรลงไปตามรอยแยกของอดีต อนาคต วรรณกรรม จึงคล้ายหุบเหวนิลกาฬ ลึกล้ำชวนเชิญให้หลบลี้ซุกซ่อนรักษาบาดแผลชีวิต ประดุจโอสถศาลาสำหรับพักรักษาอาการปวดร้าวใจประดามีบนโลกนี้
แต่เมื่อนักเขียนเจ้าของรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์ ค.ศ. ๑๙๙๗ ยุติบทบาทต่องานเขียนแนววรรณกรรมที่พร้อมจะสร้างชื่อเสียงเงินตราให้กับตนเองอีกมหาศาล แล้วหันปลายปากกามาขับเคลื่อนความเรียงต่อต้านการสร้างเขื่อนกักน้ำ ปฏิเสธโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ คัดค้านอำนาจครอบงำของบรรษัทข้ามชาติ โต้แย้งต่อแนวนโยบายจากองค์กรโลกบาล กระทั่งนำเสนอวิธีประจันหน้ากับจักวรรดินิยมอเมริกา ฯลฯ ถึงบรรทัดนี้ คงจำต้องหยุดถ้อยพรรณนาอันอาจนำไปสู่ลัทธิบูชาตัวบุคคลลงเสียที เพราะสำหรับ อรุณธตี รอย (Arundhati Roy) แล้ว ถือเป็นหลุมพรางทางการเมือง คือกับดักของสังคมซึ่งยังมิบรรลุนิติภาวะ และมันย่อมยืนอยู่ตรงข้ามกับความเสมอภาคในชุมชนแบบประชาธิปไตย
อรุณธตีเริ่มต้น จุดจบแห่งจินตนาการ โดยเปรียบเทียบอธิบายสำหรับคำถามซ้ำซากว่า ทำไมเธอถึงหยุดสร้างสรรค์เชิงวรรณศิลป์ เปลี่ยนมาเขียนนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาทุกข์ยากของคนยากไร้ เช่น ชนอาทิวาสี (ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมในอินเดีย) พวกทลิต (ชนชั้นต่ำไร้วรรณะ) ที่นับวันจะพัดพาเธอให้ห่างไกลจากสิ่งซึ่งนักเขียนส่วนใหญ่ตะเกียกตะกายไขว่คว้า ฉันรู้สึกเหมือนคนที่เดินสะดุดกองหลุมฝังศพ (น. ๑๕) เท่านี้ยังไม่พอ เธอต้องการสืบสวนหาต้นตอสาเหตุ เพื่อกระชากหน้ากากฆาตกรผู้ประกอบอาชญากรรมให้เปิดเผยแจ่มแจ้งอีกด้วย
โดยไม่มัวประหวั่นพรั่นพรึงกับสถานการณ์จริงอันปรากฏชัดเบื้องหน้า ในห้วงขณะความเป็นหรือตายของมวลประชาผู้ไร้ผลประโยชน์ต่อรอง นอกเหนือไปจากมุ่งหวังเพียงดำรงวิถีชีวิตปกติสุขเอาไว้ ต้องถูกตัดสินตามสะดวกโดยอำนาจฉ้อฉลปราศจากความชอบธรรม ผสมกับเล่ห์กลสมคบคิดจากพวกสามเหลี่ยมเหล็ก ซึ่งประกอบด้วย นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ แรงเหวี่ยงปะทะจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ถูกเธอถ่ายทอดเป็นโวหารเชิงอุปลักษณ์ (Metaphor) ตามวิสัยศิลปินอย่างชวนหวั่นสยองยิ่งนัก บนธงชาติมีรูโหว่ และมันกำลังเลือดไหล (น. ๒๓)
การนำตนเองเข้าเผชิญกับกรณีขัดแย้งทางสังคมชนิดดับเครื่องชน ย่อมนำมิตรแท้พร้อมทั้งศัตรูถาวรมาเยี่ยมเยือนและจ้องหาจังหวะโจมตีไปพร้อมกัน แต่ความเข้มข้นทางปัญญากลับยิ่งผุดบังเกิดขึ้นท่ามกลางกองข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม รายงานสรุปผลกระทบ เอกสารประจำปี ใบแถลงการณ์ จดหมายข่าว บทวิจัย คำสัมภาษณ์ ตัวเลขสถิติ ภาพยนตร์สารคดี ฯลฯ ซึ่งเธอใช้เป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับตีแผ่กลไกซ่อนเร้นของรัฐ พิจารณาได้จากเชิงอรรถตอนท้ายของแต่ละบทในหนังสือเล่มนี้ ส่อแสดงถึงเรี่ยวแรงอุตสาหะค้นคว้าอย่างเข้มข้นเพื่อให้การศึกษาแก่ตนเอง เพราะแหล่งอ้างอิงเหล่านี้เต็มเปี่ยมด้วยข้อเท็จจริงอันแหบแห้งแล้งเข็ญ ไม่ชวนชื่นรื่นเริงบันเทิงใจอะไรเลย หากเทียบกับการอ่านงานวรรณกรรมชั้นเลิศ ดารดาษเปี่ยมล้นลีลาภาษาพลิ้วเพลิน ย่อมผ่อนคลายสบายหฤทัยกว่ามากนัก
ในฐานะนักเลงวรรณกรรม เธอย่อมคุ้นชินกับการอ่านโครงเรื่องจากงานเขียนยอกย้อนซ้อนสำนวนมาอย่างโชกโชนพอตัว ประสบการณ์ดังกล่าวถูกผันแปรประโยชน์ใช้สอย เมื่อยามต้องสลัดคลาบไคลรายละเอียดปัญหาปลีกย่อยทั้งหลาย เพื่อมุ่งสู่แก่นกลางโศกนาฏกรรมในนามการพัฒนาประเทศ มีเรื่องราวซ้อนอยู่ในเรื่องต่าง ๆ และมันง่ายที่จะสูญเสียความชัดเจนของสงครามไปในท่ามกลางปลักของความเศร้าของผู้อื่น (น. ๕๑) ความเป็นธรรมไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอฉันใด เพียงแสดงอาการเวทนาสงสารจึงยังไม่พอเพียงสำหรับเปลี่ยนแปลงสังคมฉันนั้น หนทางต่อสู้อย่างยืดเยื้อยาวนานจึงจำเป็น หากมุ่งหวังนำมาซึ่งความถูกต้องต่อผู้ถูกกระทำทุกถ้วนหน้า
ห้าสิบปีหลังได้รับเอกราชจากจักวรรดิอังกฤษในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๗ อินเดียใช้เงินกว่า ๘๗๐,๐๐๐ ล้านรูปี เพื่อเร่งพัฒนาภาคชลประทาน ผลสัมฤทธิ์คือเขื่อนคอนกรีตจำนวน ๓,๓๐๐ แห่ง แต่ยังมิสามารถจัดการลดปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วมฉับพลันผ่อนทุเลาลง หากนำภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด การกดขี่ขับไล่อพยพย้ายถิ่นของคนยากไร้ประมาณ ๔๔,๑๘๒ คนต่อหนึ่งเขื่อนมาให้อย่างชัดเจน ถ้าลดค่าเฉลี่ยตัวเลขแบบต่ำสุดที่ ๑๐,๐๐๐ คนต่อหนึ่งเขื่อน ดังนั้น เขื่อน ๓,๓๐๐ แห่ง x ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน = ๓๓,๐๐๐,๐๐๐ คน นี่เป็นคำตอบสุดท้ายที่ผู้ปกครองอินเดียมอบเป็นของขวัญตอบแทนสำหรับการเสียสละเพื่อปิตุภูมิ หลายครั้งที่ชาตินิยมก็มีบางสิ่งบางอย่างที่เจาะจงและเยียบเย็นแบบคณิตศาสตร์ (น. ๗๐)
แน่นอนว่างานเขียนประเภทนี้ คงมิอาจนำรางวัลยิ่งใหญ่หรือยอดจำหน่ายสูงลิ่วชนิดพิมพ์ซ้ำกระหน่ำซื้อให้กับผู้เขียนและสำนักพิมพ์แห่งไหน อรุณธตีจำต้องเคยผ่านภาวะเสียดทานกับแรงกดดันเหล่านี้มาอย่างสาหัส ในฝันนั้นความล้มเหลวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เป็นสิ่งที่มีศักดิ์ศรี และบางครั้งก็คุ้มค่าที่จะต่อสู้ให้ได้มาด้วยซ้ำ (น. ๑๐๐) เธอกระทำตนเป็นเพียงเสียงตะโกนแทนเพื่อนพี่น้องผู้ถูกเงื้อมมืออำนาจรัฐขู่ตะคอกปิดปากเงียบซื่อ โดยหลอมละลายอัตตาแห่งดาวรุ่งในโลกอักษรศาสตร์ คงเหลือเพียงวลีสัจจะปรากฏสื่อสารสู่สังคมโลกเท่านั้น
ขอย้อนคำนึงถึงบางถ้อยวาจาจากริมฝีปากของนักเขียนรางวัลซีไรท์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ไทม์เอเชีย ฉบับวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เกี่ยวกับเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง ผู้คนมากมายเริ่มเลือกข้าง โดยที่ไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ หรือมันจะแก้ปัญหาอะไรได้หรือไม่ บางคนไปร่วมชุมนุมประท้วงเพียงเพราะต้องการเป็น ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ หรือพบปะเพื่อนฝูงถ่ายรูป มันกลายเป็นโรงละครไปเสียแล้ว มุมมองแบบสายตานก ท่าทีเยี่ยงนักสังเกตการณ์ ถือเป็นคุณสมบัติพิเศษของนักเขียน แต่เรียวลิ้นส่อเสียดซึ่งอ้าง ความเป็นกลาง มีให้รับฟังกันเสมอจากนักการเมือง หากทัศนคติเยี่ยงนี้ เริ่มลุกลามถึงนักเขียนผู้ไร้เดียงสาต่อปัญหาเชิงนโยบายรัฐ หรืออะไรก็ตามที่อยู่ไกลเกินกว่าปุ่มบนโทรศัพท์มือถือ แล้วเฝ้าหุ้มห่อรูปการณ์จิตสำนึกไว้ในเสื้อยืดปัจเจกกระฎุมพีสีลูกกวาด ภายใต้อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศประมาณ ๒๒ องศาเซลเซียส
แต่จำเป็นไหมที่นักเขียนจะต้องคลุมเครือในเสียทุกสิ่ง?
มีหลายช่วงตอนอันน่ากลัวที่ความสุขุมรอบคอบจะกลายเป็นเพียงถ้อยคำตอแหลสำหรับความขลาดกลัวเท่านั้น? (น. ๑๓๓) ยิ่งหวนพลิกอ่านหนังสือเล่มนี้มากรอบเท่าไหร่ ประกายหยั่งเห็นต่อวรรณทัศน์ยิ่งขยับขยายพ้นผ่านจากจุดเดิมมากขึ้นทุกขณะ โมงยามเคยนั่งละเลียดเล็มรสภาษากลายกลับเป็นช่วงเปล่าเปลืองเคว้งคว้างไปโดยปริยาย หรืออำนาจวรรณกรรมสิ้นไร้เรี่ยวแรงจะชูธงนำกระแสเปลี่ยนแปลงอะไรกันอีกแล้ว เหลือแต่ความสนุกสนานกับรูปแบบนำเสนอแปลกแหวกแนวเยี่ยงป้ายโฆษณาสินค้า โดยเลือกหยิบจับภาพร่างบางส่วนด้านจากวิถีเยี่ยงชนชั้นกลางเอาไว้ ห่างพ้นเพิกเฉยต่อแดดร้อนลมแรงบนแผ่นดินถิ่นพำนัก ความปลอดภัยจะมีได้ต่อเมื่อนิ่งเฉยยอมจำนนเท่านั้น (น. ๑๐๔)
อย่าปล่อยนิสัยแสร้งเป็นกลางเกาะกุมจิตวิญญาณนักเขียนอีกนานนักเลย เพราะ ฮาโรล พินเทอร์ ได้ยืนยันย้ำเตือนถึงพันธกิจบนเส้นทางวรรณกรรมไว้อย่างแจ่มชัดแล้ว นักเขียนเลือกและยึดมั่นในการเลือก...นักเขียนต้องยืนอยู่ด้วยตัวเอง บนขาของตัวเอง ไม่มีที่พักพิง ไม่มีเกราะคุ้มกัน นอกจากนักเขียนจะโกหก
แต่นักเขียนส่วนหนึ่งยังคงปฏิบัติตนตามประโยคสุดท้ายนี้กันอยู่เสมอ...หรือมิใช่?
บรรยายภาพประกอบ
อรุณธตี รอย กับประชาชนผู้คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนสรทาร์ สโรวร ในหุบเขานรมทา บริเวณอินเดียภาคตะวันตก